ขนาดของเซลล์มีความแตกต่างกันไปตั้งแต่ขนาดเล็กที่สุดไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เช่น ไมโครพลาสมา แบคทีเรีย จนกระทั่งขนาดใหญ่ เช่น พวกเซลล์ไข่ของสัตว์ปีก หรือเซลล์ไข่นกกระจอกเทศ
        นอกจากนี้รูปร่างของเซลล์ยังแตกต่างกันอย่างมากมายไม่ว่าในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันหรือเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
ต่างชนิดกัน

 

lysosome lysosome basal  body basal  body cilium smooth  endoplasmic  recticulum smooth  endoplasmic  recticulum rough endoplasmic  reticulum rough endoplasmic  reticulum golgi body golgi body ribosome ribosome ribosome ribosome ribosome ribosome nucleus chromatin chromatin chromatin nucleolus nucleolus vacuole vacuole nucleus  envelope nucleus  envelope nucleus  pore nucleus  pore cytoplasm cytoplasm cytoplasm actin filament actin filament microtubule centriole centriole polyribosome polyribosome vasicle  formation vasicle  formation เยื่อหุ้มเซลล์ ไมโตคอนเดรีย ไมโตคอนเดรีย

เซลล์สัตว์

nucleus nuclear envelope nuclear envelope nucleolus nucleolus nuclear  pore nuclear  pore nuclear  pore chromatin chromatin rough  endoplasmic  reticulum rough  endoplasmic  reticulum smooth endoplasmic  reticulum smooth endoplasmic  reticulum central vacuole central vacuole intercellular  space intercellular  space actin  filament golgibogy golgibogy ribosome ribosome polyribosome polyribosome microtubule microtubule chloroplast chloroplast middle  lamella middle  lamella cell  wall cell  wall plasma membrane plasma membrane

เซลล์พืช

 

สัณฐานวิทยา (morphology)
        1. เซลล์พืชทั่ว ๆ ไปมีผนังเซลล์ (cell wall) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารพวกเซลลูโลส (cellulose) และเพคติน (pectin) ไม่มีชีวิตและแข็งอยู่ล้อมรอบเยื่อหุ้มเซลล์อีกทีหนึ่ง
        2. ในไซโตพลาสซึมของเซลล์ส่วนใหญ่มีพลาสติด (plastid) โดยเฉพาะคลอโรฟิลล์ (chlorophyll) ซึ่งเป็นแหล่ง ที่มี การสังเคราะห์แสง และมีแวคิวโอล (vacuole) ขนาดใหญ่มาก ส่วนในเซลล์สัตว์ไม่มีสิ่งดังกล่าวเลย ถ้ามีแวคิวโอลก็จะมีขนาดเล็ก
        3.  เซลล์สัตว์มีเซนโทรโซม (centrosome) แต่เซลล์พืชส่วนใหญ่ไม่มี (นอกจากพืชชั้นต่ำ บางชนิดมีซิเลียและแฟลกเจลลา
        4. เซลล์ที่มีขนาดเล็กที่สุดของพืชเซลล์เดียวมีขนาดเล็กกว่าเซลล์ที่เล็กที่สุดของเซลล์สัตว์เซลล์เดียว แต่ขนาดใหญ่ที่สุดของ เซลล์สัตว์ใหญ่กว่าขนาดใหญ่ที่สุดของเซลล์พืช อย่างไรก็ตามเซลล์ทั่ว ๆ ไปทั้งในพืชและสัตว์ต่างก็มีขนาดพอ ๆ กัน

สรีรวิทยา (physiology)
        ผนังเซลล์พืชแข็งแรงจะช่วยป้องกันสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายในเซลล์ในคงรูปร่างอยู่ได้ไม่กระจัดกระจาย และการดูดน้ำเข้า ไปในเซลล์ซึ่งเกิดจากแรงดันออสโมติก (osmotic pressure) อย่างแรงของโปรโตพลาสซึมทำให้เซลล์พืชพองเต่งอย่างที่เรียกว่า turgid นอกจากนี้เซลล์พืชยังสามารถสร้างอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนขึ้นได้จากอนินทรีย์สารง่าย ๆ (simple inorganic compound) ส่วนเซลล์สัตว์มักไม่มีปรากฏการณ์ดังกล่าว

การสืบพันธุ์
         1. เซลล์ของพืชชั้นสูง คือ พืชมีดอกไม่มีเซนโทรโซม (centrosome) แต่เซลล์ืสัตว์มี
         2. การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส (mitosis) และ ไมโอซิส (meiosis) ระยะเทโลเฟส (telophase) จะมี cell plate เกิดขึ้นตรงกลางเซลล์แต่ในเซลล์สัตว์ไม่มี

 

สิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยเซลล์นั้นสามารถแยกชนิดของเซลล์ได้เป็น 2 กลุ่ม ตามลักษณะขนาดนิวเคลียส คือ
         1. เซลล์โปรคาริโอต (procaryotic cell) เป็นเซลล์ที่ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส มีแต่สารพันธุกรรม สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้แก่ ริกเก็ตเซีย แบคทีเรีย และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน
         2. เซลล์ยูคาริโอต (eucaryotic cell) เป็นเซลล์ที่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส หุ้มสารพันธุกรรม สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้แก่ ยีสต์ ราชนิดต่าง ๆ โปรโตซัว สาหร่ายชนิดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน พืช และสัตว์ชนิดต่าง ๆ